บทบาทชุมชนท้องถิ่นกับการขับเคลื่อนสู่โมเดลประเทศไทย 4.0 (M.P.A. D.P.A.)

The role of local communities to propel Thailand to model 4.0

สังคมไทยในปัจจุบันปรับเปลี่ยนตัวเองจากสังคมอยู่แบบพอเพียง มาเป็นสังคมที่มุ่งมั่นอยากอยู่แบบมั่งคั่งและร่ำรวย มีการสะสมส่วนเกินในการผลิตเพื่อขาย มุ่งแสวงหากำไรมากที่สุด และส่งเสริมการบริโภคในนามของ “การพัฒนา” รวมถึงการทำให้ทันสมัย (Modernization) ซึ่งในความเป็นจริง

——————————————————————-
วิทยาลัยนวัตกรรมการจัดการ เปิดรับ นักศึกษา ปริญญาโท ปริญญาเอก (บริหารธุรกิจ รัฐประศาสนศาสตร์) สถานที่เปิดรับ ศาลายา บพิตรพิมุข วังไกลกังวล สนใจเปลี่ยนแปลงตัวเอง และค้นหาสิ่งใหม่ ที่เรามอบให้ท่านได้ ลองโทรมาสอบถาม 092-442-8000 , 092-442-9000 , 092-442-7000 #rcim #วิทยาลัยนวัตกรรมการจัดการ
——————————————————————

คุณภาพชีวิตของคนไทยมิได้เพิ่มขึ้นจริงตามดัชนีการบริโภคและกำไร ตามวัตถุสิ่งของเครื่องอำนวยความสะดวกที่ล้นเหลือแต่อย่างใด ปัจจุบันจึงถือเป็นยุคสมัยที่ผู้คนมีหนี้สินมากมาย ครอบครัวแตกแยกล้มเหลว เด็กขาดความอบอุ่น ชุมชนล่มสลาย พ่อแม่ขายทุกอย่างเพื่อให้ได้เงินมาบริโภคตามกระแสทุนนิยมอันบ้าคลั่ง จึงเป็นผลพวงของการพัฒนา “เอาเงินนำหน้า เอาปัญญาตามหลัง” การพัฒนาประเทศในรอบกว่า ๔๐ ปีที่ผ่านมาที่มุ่งเอาเศรษฐกิจนำหน้า เอาตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นตัวชี้วัด (GDP) ได้สร้างช่องว่างรายได้ระหว่างคนจนกับคนรวยมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งมีคำเปรียบเปรยว่า “สังคมไทยเป็นสังคมรวยกระจุก จนกระจาย” ดัชนีความสุข (GDH) จึงเป็นประเด็นที่คนทั่วไปเริ่มกล่าวถึงและเรียกร้องให้กลับมาใช้เป็นหลักหรือเป้าหมายของการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น๒

รัฐบาลทุกยุคสมัยต่างก็พัฒนามาหลายโมเดล นับตั้งแต่โมเดล “ประเทศไทย ๑.๐” ที่เน้นภาคเกษตรกรรมเป็นหลัก ก้าวสู่โมเดล “ประเทศไทย ๒.๐” ที่เน้นภาคอุตสาหกรรมเบาและ“ประเทศไทย ๓.๐” ภาคอุตสาหกรรมหนัก จนถึงปัจจุบันที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้ารักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้แถลงนโยบายเพื่อนำพาพี่น้องประชาชนก้าวเข้าสู่โมเดล “ประเทศไทย ๔.๐” เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ในอีก ๓ – ๕ ปีข้างหน้านี้

บทบาทของชุมชนท้องถิ่นในการขับเคลื่อนโมเดลประเทศไทย ๔.๐ เป็นการจัดการตนเองของชุมชนท้องถิ่นจะเกิดขึ้นได้นั้น ชุมชนท้องถิ่นเองจะต้องมีแนวคิดโดยเฉพาะความเชื่อพื้นฐานในปรัชญาการพัฒนาชุมชนว่า มนุษย์มีความสามารถ และมีพลังอันซ่อนเร้น (Potential Ability) แฝงอยู่ทั้งพลังความคิด ทักษะ แรงงานที่มีความสามารถพัฒนาตนเองได้ตามขีดความสามารถทางคุณภาพและคุณธรรม หากโอกาสอำนวยและผู้ให้การสนับสนุน ซึ่งการอยู่กันในชุมชน สังคมมนุษย์ต้องการอยู่ด้วยความสุขกาย สบายใจและมีความเป็นธรรมโดยชุมชนมีความสมดุลในการพัฒนา ดังนั้นการที่ชุมชนท้องถิ่นจะสามารถจัดการตนเองได้นั้น ชุมชนต้องมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของคน และชุมชนว่าสามารถจัดการตนเองได้ ด้วยการยึดหลักการพึ่งตนเองเป็นที่ตั้ง๓

ถอดรหัสโมเดลประเทศไทย ๔.๐
พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้ารักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้กล่าวมอบนโยบายและปาฐกถาพิเศษในโอกาสงานต่างๆ เกี่ยวกับการนำพาประเทศไทยก้าวสู่โมเดล “ประเทศไทย ๔.๐” หรือ “ไทยแลนด์ ๔.๐” ประเทศไทยในอดีตที่ผ่านมามีการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ มาหลายโมเดล นับตั้งแต่โมเดล ๑.๐ ถึง ๔.๐ หลายๆ ท่านที่ติดตามคงจะทราบดีว่า คืออะไร? แต่ผู้เขียนคิดว่ามีอีกหลายคน ที่ยังไม่ทราบรายละเอียดเช่นกัน ดังนั้น ขอถอดรหัสโมเดลประเทศไทย ๑.๐ ถึง ๔.๐ ดังนี้ ประเทศไทย ๑.๐ เป็นการพัฒนาประเทศที่มุ่งเน้นภาคการเกษตรเป็นหลัก โดยผลิตและขายพืชไร่ พืชสวนและสัตว์ต่างๆ เป็นต้น ต่อจากนั้นไปสู่ประเทศไทย ๒.๐ ที่เน้นภาคอุตสาหกรรมแต่เป็นอุตสาหกรรมเบา เช่น การผลิตและขายรองเท้า เครื่องหนัง เครื่องดื่ม เครื่องประดับ เครื่องเขียน กระเป๋า เครื่องนุ่งห่ม เป็นต้น และนำก้าวไปสู่โมเดลปัจจุบัน ประเทศไทย ๓.๐ ที่เน้นภาคอุตสาหกรรมหนักและการส่งออก เช่น การผลิตและขาย ส่งออกเหล็กกล้า รถยนต์ กลั่นน้ำมัน แยกก๊าชธรรมชาติ ปูนซีเมนต์ เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามในปัจจุบันโมเดล ๓.๐ ยังพัฒนาไปได้อย่างไม่เต็มที่และไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ยังคงเผชิญ กับดักสำคัญที่ไม่อาจนำพาประเทศไทยพัฒนาก้าวหน้าไปมากกว่านี้ ประเด็นนี้เองที่ทางรัฐบาลภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่จำเป็นต้องสร้างโมเดลใหม่ขึ้นมา เพื่อปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ และนำพาประชาชนคนไทยก้าวสู่โมเดลใหม่ ที่เรียกว่า “โมเดลประเทศไทย ๔.๐” นั้นเอง
ทีมเศรษฐกิจ๔ ไทยรัฐออนไลน์ ได้สรุปคำอธิบายเกี่ยวกับโมเดลประทศไทย ๔.๐ ของดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ผู้มีหน้าที่ดำเนินการตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่จะมาบอกพวกเราว่า ประเทศไทย ๔.๐ คืออะไร? แล้วจะมีโอกาสใดในเศรษฐกิจใหม่เกิดขึ้นมาบ้าง ดร.สุวิทย์ อธิบายว่า ยุทธศาสตร์สำคัญในการพัฒนาประเทศภายใต้การนำของรัฐบาล เน้นในเรื่องการพัฒนาสู่ “ความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน” ด้วยการสร้างความเข้มแข็งจากภายใน ขับเคลื่อนตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ แนวคิด “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” โดยผ่านกลไก “ประชารัฐ” ซึ่งรัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศภายใต้ปัญหาที่สะสมไว้มานาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น ความขัดแย้งทางการเมือง ราคาพืชผลเศรษฐกิจตกต่ำ และวิกฤตภัยแล้ง เป็นต้น ดังนั้นภารกิจสำคัญของรัฐบาลชุดนี้ก็คือ การขับเคลื่อนการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อให้สามารถรับมือกับโอกาสและภัยคุกคามชุดใหม่ ในศตวรรษที่ ๒๑ นี้ หลายประเทศได้กำหนดโมเดลเศรษฐกิจแบบใหม่ เพื่อสร้างความมั่งคั่งในศตวรรษที่ ๒๑ อาทิ สหรัฐอเมริกา พูดถึง A Nation of Makers อังกฤษกำลังผลักดัน Design of Innovation ขณะที่ประเทศจีนได้ประกาศ Made in China ๒๐๒๕ ส่วนอินเดียก็กำลังขับเคลื่อน Made in India และเกาหลีใต้ก็วางโมเดลเศรษฐกิจเป็น Creative Economy เป็นต้น สำหรับประเทศไทยเอง ณ ขณะนี้ยังติดอยู่ “กับดักประเทศรายได้ปานกลาง” เรายังต้องเผชิญกับ “กับดักความเหลื่อมล้ำของความมั่งคั่ง” และ “กับดักความไม่สมดุลของการพัฒนา” กับดักเหล่านี้เป็นสิ่งท้าทายรัฐบาลปัจจุบันในการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อก้าวข้าม “ประเทศไทย ๓.๐” ไปสู่ “ประเทศไทย ๔.๐” นั่นเอง

ไทยแลนด์ ๔.๐ มีลักษณะอย่างไร?
Dr.borworn.๕ ได้กล่าวถึงประเทศไทย ๔.๐ ว่าเป็นความมุ่งมั่นและตั้งใจของนายกรัฐมนตรี ที่ต้องการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่ “Value – Based Economy” หรือเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม โดยมีฐานคิดหลัก คือ เปลี่ยนจากการผลิตสินค้า “โภคภัณฑ์” ไปสู่สินค้าเชิง “นวัตกรรม” เปลี่ยนจากการขับเคลื่อนประเทศด้วยภาคอุตสาหกรรมไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรมและเปลี่ยนจากการผลิตสินค้าไปสู่การเน้นภาคบริการมากขึ้น ดังนั้น ประเทศไทย ๔.๐ จึงควรมีการเปลี่ยนวิธีการทำที่มีลักษณะสำคัญ คือ เปลี่ยนจากเกษตรแบบดั้งเดิมในปัจจุบัน ไปสู่การเกษตรสมัยใหม่ ที่เน้นการบริหารจัดการและเทคโนโลยี โดยเกษตรกรต้องร่ำรวยขึ้น และเป็นเกษตรกรแบบผู้ประกอบการ เปลี่ยนจาก Traditional SMEs หรือ SMEs ที่มีอยู่และรัฐคอยสนับสนุนให้ความช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลาไปสู่การเป็น Smart Enterprises และ Startup บริษัทเกิดใหม่ที่มีศักยภาพสูง เปลี่ยนจาก Traditional Services ซึ่งมีมูลค่าค่อนข้างต่ำไปสู่ High Value Services และเปลี่ยนจากแรงงานทักษะต่ำไปสู่แรงงานที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญและทักษะสูง
นอกจากนี้ พลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิด๖ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความประสงค์ให้พี่น้องประชาชนเข้าใจว่า เมื่อมีนโยบายประเทศไทย ๔.๐ แต่รัฐบาลก็ไม่ได้ละเลยภาคการเกษตรหรือภาคอุตสาหกรรม โดยทั้งหมดต้องสนับสนุนเกื้อกูล ซึ่งกันและกัน ท่านนายกฯ เน้นว่า พี่น้องเกษตรกรจะต้องเปลี่ยนการเกษตรแบบดั้งเดิมให้เป็นเกษตรสมัยใหม่ ที่เน้นการจัดการและเทคโนโลยี เช่น เปลี่ยนข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ให้เป็นอาหารสุขภาพหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีมูลค่าสูง เป็นต้น ทั้งนี้รัฐบาลได้เริ่มต้นขับเคลื่อนงานเพื่อก้าวสู่ประเทศไทย ๔.๐ อย่างเป็นรูปธรรมแล้วหลายด้าน เช่น โครงการ Smart Farmer การจัดตั้งเมืองนวัตกรรมอาหาร การส่งเสริม ๑๐ อุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคต การส่งเสริม Startup และ SMEs โดยการให้ทุนและยกเว้นภาษี การแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค และการนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ฯลฯ โดยตั้งเป้าหมายเข้าสู่ยุคโมเดลประเทศไทย ๔.๐ ให้ได้ภายใน ๓ – ๕ ปีนี้
ไทยแลนด์ ๔.๐ จะพัฒนาอย่างไร?
การพัฒนาประเทศไทยภายใต้โมเดล “ประเทศไทย ๔.๐” จะสำเร็จโดยใช้แนวทาง “สานพลังประชารัฐ” เป็นตัวการขับเคลื่อน โดยมุ่งเน้นการมีส่วนร่วม คือ ร่วมกันคิด ร่วมกันวางแผน ร่วมกันปฏิบัติและร่วมกันรับผลประโยชน์ เป็นการทำงานแบบบูรณาการทุกภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการเงิน ธนาคาร ภาคประชาชน ภาคองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคสถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยต่างๆ ร่วมกันระดมความคิด ผนึกกำลังขับเคลื่อนผ่านโครงการ บันทึกความร่วมมือ กิจกรรม หรืองานวิจัยต่างๆ โดยการดำเนินงานของประชารัฐ กลุ่มต่างๆ อันได้แก่
กลุ่มที่ ๑ การยกระดับนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์การปรับแก้กฎหมายและกลไกภาครัฐพัฒนาคลัสเตอร์ภาคอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และการดึงดูดการลงทุน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
กลุ่มที่ ๒ การพัฒนาเกษตรสมัยใหม่ และการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก และประชารัฐ
กลุ่มที่ ๓ การส่งเสริมการท่องเที่ยว การสร้างรายได้ และการกระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐ
กลุ่มที่ ๔ การศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ (โรงเรียนประชารัฐ) รวมทั้งการยกระดับคุณภาพวิชาชีพ และ
กลุ่มที่ ๕ การส่งเสริมการส่งออกและการลงทุนในต่างประเทศ รวมทั้งการส่งเสริมกลุ่ม SMEs และผู้ประกอบการใหม่ (Start UP) ซึ่งแต่ละกลุ่มกำลังวางระบบและกำหนดแนวทางในการขับเคลื่อนนโยบายอย่างเข้มข้น๗

บทบาทชุมชนท้องถิ่นกับการขับเคลื่อนโมเดลประเทศไทย ๔.๐
ผู้เขียนมีความเข้าใจว่า บทบาทชุมชนท้องถิ่น หมายถึง การปฏิบัติตามสิทธิหน้าที่อันเนื่องมาจากสถานภาพของบุคคล เนื่องจากบุคคลมีหลายสถานภาพในคนเดียวกัน เช่น อาจจะเป็นนายกอบจ. อบต.กำนันผู้ใหญ่บ้าน และยังดำรงตำแหน่งเป็นประธานชมรมต่างๆ เป็นต้น ฉะนั้นบทบาทของบุคคลจึงต้องปฏิบัติไปตามสถานภาพในสถานการณ์ที่ตนเองรับผิดชอบ บทบาทชุมชนท้องถิ่นกับการขับเคลื่อนโมเดลประเทศไทย ๔.๐ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ไม่ว่าจะเป็น อบจ. อบต. และเทศบาล มีหน้าที่กำกับดูแลและพัฒนาชุมชนท้องถิ่นของตนเอง ซึ่งถือว่าเป็นองค์กรที่ใกล้ชิดที่สุดของการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น อปท.ต้องรับและสนองนโยบายโมเดล “ประเทศไทย ๔.๐” อย่างแน่นอน แต่จะทำอย่างไรที่จะนำพาพี่น้องฐานรากหญ้าที่ยากจน ลืมตาอ้าปากได้ ทั้งอปท.และชุมชนเองต้องประสานความร่วมมือกัน โดยทำงานแบบบูรณาการทุกภาคีเครือข่าย
ผู้เขียนได้อ่านและวิเคราะห์บทความทางวิชาการของ ศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม๘ คณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ในวารสารสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นการสังเคราะห์ถอดบทเรียนการจัดการชุมชนของตนเองมาจากข้อมูลการไปศึกษาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ตามโครงการความร่วมมือระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในประเทศญี่ปุ่น จากการศึกษาพบว่า “หลักการสำคัญของการปกครองส่วนท้องถิ่นญี่ปุ่นที่มีหลักการสอดคล้องกับหลักการพัฒนาชุมชนในหลายประการ” เช่น
ประการแรก ต้องให้หน่วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นหน่วยปกครองตนเองในการบริหารชุมชนท้องถิ่น
ประการที่ ๒ ต้องให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นพื้นที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการท้องถิ่น
ประการที่ ๓ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะต้องรักษาความเป็นชุมชนที่ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรม ประเพณีและประวัติศาสตร์ของชุมชนท้องถิ่นนั้นๆ
ผู้เขียนขอยกตัวอย่างกรณีศึกษา ตัวแบบเทศบาลนครซุซะคะ (SUZAKA) กำหนดเป้าหมายเมือง ที่ดำรงชีวิตอยู่อย่างสงบสุขได้ วิสัยทัศน์และวิธีคิดในการบริหารจัดการของผู้บริหารเทศบาลนครซูซะคะ ได้มีการกำหนดเป้าหมายและมีการปฏิบัติงานให้ประชาชนดำรงชีวิตอย่างมีความสุขได้อย่างน่าสนใจ ดังเช่น
๑. การสร้างเมือง (เทศบาลนครซูซะคะ) โดยให้ความสำคัญแก่สุขภาพและสวัสดิการชุมชน
๒. การสร้างเมืองที่สามารถศึกษาได้ตลอดชีวิต โดยเน้นวัฒนธรรมพื้นเมือง การพัฒนาทรัพยากรบุคคลและภูมิปัญญาท้องถิ่น
๓. การสร้างเมืองที่มีสภาพแวดล้อมการดำรงชีวิตให้ปลอดภัย และประชาชนสามารถอาศัยอยู่ได้อย่างสงบสุข เช่น สร้างที่อยู่อาศัยมีความสบายและมีคุณภาพ การใช้ที่ดินและน้ำไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ การสร้างวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม และการสร้างเมืองปลอดภัย เป็นต้น
๔. การสร้างเมืองให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัย และอุตสาหกรรม มีพัฒนาการค้าและการท่องเที่ยว เป็นต้น
๕. การสร้างเมืองให้มีความสำคัญแก่สิทธิมนุษยชน เช่น สังคมอบอุ่น มีการแลกเปลี่ยนกันหลายรูปแบบ
๖. การสร้างเมืองที่ฝ่ายเทศบาลนครซุซะคะ และภาคประชาชนมีส่วนร่วมคิด ร่วมทำงาน และอย่างมีความก้าวหน้า เช่น จัดทำแผนพัฒนา บริหารจัดการอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ เป็นต้น
การสร้างภูมิคุ้มกันในองค์กรท้องถิ่น
ศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม๙ คณะบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ได้เสนอแนวทางการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ยุคใหม่ โดยท่านมีความเห็นว่า จำเป็นจะต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งหมายถึง การที่ อปท. จะต้องสร้างระบบความสัมพันธ์กับกลุ่ม องค์กรชุมชนหน่วยงานและองค์กรอื่นๆ แบบพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ซึ่งมีหลักการดำเนินงาน ดังนี้
ประการแรก ให้อปท. ควรหาวิธีการส่งเสริมให้ครอบครัวให้มีความมั่นคง และมีความอบอุ่น มีสัมพันธภาพที่ดี รักษาวัฒนธรรมไทยอันดีงามและทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม เช่น คุณค่าและวิธีการออมของครัวเรือน ความรู้ด้านโภชนาการ ราคาผลผลิตทางการเกษตร ช่องทางการตลาด และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ฯลฯ รวมถึงส่งเสริมค่านิยมที่ดีและถูกต้อง

ประการที่ ๒ ให้อปท. หาวิธีการส่งเสริมบรรยากาศในชุมชนให้เอื้อต่อการศึกษาและเรียนรู้ตลอดชีวิต ทั้งในระบบและนอกระบบอย่างต่อเนื่อง และเชื่อมโยงกับแหล่งเรียนรู้ในชุมชน “ผู้เขียนขอแนะนำเพิ่มเติม เช่น ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ ศูนย์เรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ ๑ ไร่ ๒ แสน หายจนและศูนย์เรียนรู้วิสาหกิจชุมชนต้นแบบ” เป็นต้น

ประการที่ ๓ ให้อปท. หาวิธีการส่งเสริมความมั่นคงในการดำรงชีวิตของคนในชุมชน ทั้งการสร้างหลักประกันชีวิต สวัสดิการชุมชน ความมั่นคงด้านอาหาร ความมั่นคงด้านสุขภาพและที่อยู่อาศัย ความคุ้มครองผู้บริโภค และความมั่นคงในสิทธิมนุษยชน “ผู้เขียนแนะนำเพิ่มเติม ควรให้ชุมชนมีแผน ๔ แผนในการดำเนินชีวิต ได้แก่ แผนชีวิต แผนอาชีพ แผนการเงิน และแผนสุขภาพ”

ประการที่ ๔ ให้อปท. มีการเตรียมความพร้อมและยกระดับการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ชุมชน เช่น การดูแลเด็ก เยาวชนและผู้สูงอายุให้มีความเหมาะสมสภาพแวดล้อมของชุมชนน่าอยู่และปลอดภัย โดยมีระบบการให้ความช่วยเหลืออย่างครบวงจรและมีประสิทธิภาพ ฯลฯ

ประการที่ ๕ ให้ อปท. หาวิธีการส่งเสริมศักยภาพของชุมชนและ อปท. ในการประสานงานกับหน่วยงานภายนอก เช่น ประเด็น ยาเสพติด การค้ามนุษย์ อาชญากรรมข้ามชาติ ฯลฯ

ประการที่ ๖ ให้ อปท. หาวิธีการทำงานร่วมกันระหว่าง อปท. ชุมชน สถาบันทางศาสนา และสถานศึกษา ในการสืบสานวัฒนธรรมจารีตประเพณีที่ดีงามของชุมชนและฟื้นฟูค่านิยมการทำงานร่วมกัน เช่น ประเพณีลงแขกเกี่ยวข้าว บวชป่าสืบชะตาแม่น้ำ เป็นต้น

ประการที่ ๗ ให้ อปท. รณรงค์สร้างจิตสำนึกสาธารณะให้คนในชุมชนเป็นพลเมืองดี รู้สิทธิหน้าที่และความรับผิดชอบต่อส่วนรวม มีความซื่อสัตย์ และสำนึกรักบ้านเกิด เป็นต้น

ชุมชนท้องถิ่นสวัสดิการทางรอดสังคมไทย
ศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม๑๐ คณะบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ได้เสนอแนวชุมชนท้องถิ่นสวัสดิการซึ่งเป็นทางรอดของสังคมไทย ท่านมีความเห็นว่า ชุมชนและท้องถิ่น ควรหามาตรการในเชิงนโยบายของตนเอง นั่นก็คือ “ชุมชนท้องถิ่นสวัสดิการ” ขณะที่รัฐบาลมี “รัฐสวัสดิการ” ที่ต้องอาศัยงบประมาณเป็นแสนๆ ล้าน ข้อเสนอเพื่อให้ อปท. จัดทำ “ชุมชนท้องถิ่นสวัสดิการ” ซึ่งจะมีลักษณะ ๒ ลักษณะ ได้แก่ ลักษณะแรก ต้องตอบสนองความต้องการของประชาชน (need) ที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตทั้งในแง่การส่งเสริมให้มีรายได้ที่เป็นตัวเงินหรือทุนและวัตถุสิ่งของ เช่น ส่งเสริมอาชีพที่มั่นคงตอบสนองด้านอาหาร การรักษาโรค สุขภาพร่างกาย “ผู้เขียนขอแนะนำเพิ่มเติมว่า สอดคล้องกับทฤษฎีความจำเป็นพื้นฐาน กล่าวคือ การตอบสนองความจำเป็นขั้นพื้นฐานสำหรับประชาชนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายทั้งความต้องการทางด้านวัตถุและด้านจิตใจ เป็นความต้องการของประชาชนในชุมชนตามความเป็นจริง โดยใช้ทรัพยากรและเทคโนโลยีภายในประเทศเป็นหลัก” ลักษณะที่สอง เป็นสวัสดิการที่ไม่ได้เป็นการให้บริการ ซึ่งไม่สามารถจับต้องและมองเห็นได้ เช่น การจัดสวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุ ต้องใส่ใจทั้งกายและจิต คุณค่าการบำรุงทางจิตใจสำคัญมากสำหรับผู้สูงอายุ นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้ชุมชนมีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน สายใยแห่งความผูกพัน ให้รักกันเหมือนพี่ ดีกันเหมือนน้อง ปรองดองกันเหมือนญาติ” โดยสรุป “ชุมชนท้องถิ่นสวัสดิการ” มีหลักการพื้นฐานว่า เพื่อต้องการทำให้คนในชุมชน มีการช่วยเหลือเกื้อกูลและแบ่งปันกัน โดยมีหลักแห่งคุณธรรม จริยธรรม มีจิตสาธารณะและเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง
แผนแม่บทชุมชนทางรอดของชุมชนท้องถิ่น
แผนแม่บทชุมชน คือ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชุมชนที่ชุมชนร่วมกันพัฒนาขึ้น โดยกระบวนการเรียนรู้ที่ทำให้เข้าใจศักยภาพที่เป็น “ทุน” ที่แท้จริงและพบแนวทางในการพัฒนาทุนดังกล่าวไปสู่การพึ่งตนเอง ซึ่งกระบวนการเรียนรู้นี้เรียกว่า ประชาพิจัยและพัฒนา (People Research and Development-PR&D) หัวใจของประชาพิจัยและพัฒนา คือ การสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้กับคนในชุมชน เพื่อให้ชุมชนหลุดพ้นจากวิธีคิดแบบพึ่งพาและรอความช่วยเหลือจากรัฐหรือภายนอก การทำประชาพิจัยและพัฒนา มีหลักสำคัญ ๗ อย่าง ดังที่รศ.ดร.เสรี พงศ์พิศ๑๑ อธิการบดีสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน ได้กล่าวไว้ คือ
๑. รู้จักตัวเอง รู้จักโลก ๕. เรียนรู้จากตัวอย่างและความสำเร็จของชุมชนอื่นๆ
๒. รู้จักรากเหง้าและเอกลักษณ์ ๖. วิเคราะห์ข้อมูลและค้นหาทางเลือกใหม่
๓. รู้จักศักยภาพและทุนของชุมชน ๗. ร่างแผนแม่บทและทำประชาพิจารณ์
๔. ทำบัญชีรายรับ – รายจ่าย หนี้สินและปัญหาต่างๆ
ขั้นตอนในการทำแผนแม่บทชุมชน
เสรี พงศ์พิศ๑๒ ได้อธิบายขั้นตอนในการแผนแม่บทชุมชน ดังนี้
๑. การเตรียมการ เตรียมนักวิจัยชุมชน เตรียมชุมชน รวมทั้งเตรียมวิทยากรภายนอก
๒. เวทีที่ ๑ เปิดโลกแห่งการเรียนรู้ ให้ไปทำข้อมูลรายรับ – รายจ่ายปัญหานี้สินมาวิเคราะห์ ในเวที ที่ ๒
๓. เวทีที่ ๒ นำข้อมูลรายรับ – รายจ่าย หนี้สินมาประเมิน ประมวล กำหนด “การบ้าน” การทำข้อมูลทรัพยากร ความรู้ ภูมิปัญญา เพื่อนำมาวิเคราะห์ในเวทีที่ ๓
๔. เวทีที่ ๓ นำข้อมูลรายได้ รายจ่าย หนี้สินมาวิเคราะห์ เตรียมไปศึกษาดูงาน
๕. เวทีที่ ๔ นำข้อมูลการศึกษาดูงานมาวิเคราะห์ รวมทั้งข้อมูลทรัพยากรและกลับไปเตรียมทำการระดม “วิสัยทัศน์” ของแต่ละชุมชน เพื่อหาทางเลือก และความต้องการที่แท้จริงของชุมชน เพื่อนำมาปรับ ให้เป็นแผนแม่บทชุมชนระดับตำบล
๖. เวทีที่ ๕ นำแผนแม่บทจากหมู่บ้านเข้าสู่ระดับตำบล ร่วมกันวิเคราะห์สิ่งที่ได้จากชุมชนและ มองภาพรวมเพื่อเตรียมการเขียนแผนแม่บทและนำเสนอเพื่อประชาพิจารณ์
๗. เวทีที่ ๖ การทำประชาพิจารณ์แผนในระดับตำบล เชิญชวนผู้นำและชาวบ้านจากทุกหมู่บ้านเข้าร่วมให้มากที่สุด
จากแผนแม่บทชุมชนสู่วิสาหกิจชุมชน
วิสาหกิจชุมชน คือ การประกอบการขนาดเล็กๆ เพื่อการจัดการ “ทุน” ของชุมชน ในชุมชน โดยชุมชนและเพื่อชุมชน ทั้งนี้โดยใช้ความรู้ภูมิปัญญาและความคิดสร้างสรรค์ของชุมชนผสมผสานกับความรู้สากล วิสาหกิจชุมชนเป็นการรวมกลุ่มกันทำงาน โดยคนในชุมชนจำนวนระหว่าง ๕ – ๑๕ คนเรียกว่า ขนาดจิ๋วและ ๑๕ คนขึ้นไปเรียกว่าขนาดเล็ก ซึ่งองค์ประกอบหลักๆของวิสาหกิจชุมชนมีอยู่ ๗ ประการ ดังที่เสรี พงศ์พิศ๑๓ คือ
๑. ชุมชนเป็นเจ้าของและผู้ดำเนินการ ๕. ดำเนินการแบบบูรณาการ เชื่อมโยงกิจกรรมต่างๆ ให้เป็นระบบ
๒. ผลผลิตมาจากกระบวนการในชุมชน ๖. การเรียนรู้ เป็นหัวใจของการพัฒนาวิสาหกิจชุมชน
๓. ริเริ่มสร้างสรรค์โดยชุมชนทำให้เกิดนวัตกรรม ๗. การพึ่งตนเอง เป็นเป้าหมายสำคัญที่สุดของวิสาหกิจชุมชน
๔. ฐานภูมิปัญญาท้องถิ่น ผสมผสานกับภูมิปัญญาสากล
นอกจากนี้เสรี พงศ์พิศ๑๔ ยังได้อธิบายเกี่ยวกับความเข้าใจที่ถูกต้องของวิสาหกิจชุมชน ดังนี้
๑. ร่วมมือมากกว่าแข่งขัน ๒. อยู่อย่างพอเพียง ไม่ใช่รวย ๓. เป้าหมายความสุข ไม่ใช่เงิน
๔. ทำเป็นขั้นตอน เริ่มจากบ้าน หมู่บ้าน ท้องถิ่นไปหาตลาดใหญ่ ๕. เรียนรู้มากกว่าแข่งขัน ๖. การพัฒนายั่งยืนมากกว่าการพัฒนาเศรษฐกิจ

 

ขอขอบคุณ  ดร.วงศ์สถิตย์ วิสุภี

ขอบคุณภาพ matichon.co.th