เด็กรุ่นใหม่ GEN Alpha ที่จะพลิกโฉมโลก! (วันเด็กแห่งชาติ)

วันนี้ วันเด็ก ทางวิทยาลัยนวัตกรรมการจัดการ ขอให้ทุกครอบครัวมีความสุข สนุกสนาน ปลูกฝังเด็กรุ่นใหม่ มาพัฒนาประเทศชาติ และเจริญเติบโตอย่างเข้มแข็ง

เรามาดูเด็กยุค Gen Alpha ที่จะพลิกโฉมโลก ได้อย่างไร

—————————————————————————-

วิทยาลัยนวัตกรรมการจัดการ เปิดรับสมัคร ปริญญาโท ปริญญาเอก สนใจติดต่อ สอบถาม 092-442-8000 ขุมทรัพย์ความรู้จะเปิดเผย เมื่อคุณสมัคร ยินดีตอนรับทุกท่าน

——————————————————————————-

ในต่างประเทศจะตั้งชื่อทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ อย่างการตั้งชื่อพายุ ด้วยชื่อภาษาอังกฤษ ซึ่งเมื่อใช้ชื่อที่นำหน้าด้วยอักษรภาษาอังกฤษ A – Z หมดแล้ว ก็จะนิยมตั้งชื่อต่อด้วยอักษรกรีก และ Alpha เป็นอักษรกรีกตัวแรก ดังนั้นการนับช่วงรุ่นของคนเราก็รับรูปแบบเดียวกันมา พอจบที่ GEN Z ก็เริ่มที่อักษรกรีกตัวแรกกลายเป็น GEN Alpha นอกจากนี้ A – Alpha ยังมีความหมายถึงจุดเริ่มต้น แรกเริ่ม ในกรณีนี้คือ อาจจะหมายถึงถึงการเริ่มต้นยุคใหม่ของเด็กรุ่นที่มีความรู้มากที่สุดในมนุษยชาติ ถึงขั้นมองกันว่าจะเป็นรุ่นที่พลิกโฉมโลกใบเดิมของเรานี้เลยนะ

Generation Alpha เป็นเด็กที่เกิดในช่วงปี พ.ศ.2553 เป็นต้นไป อายุมากสุดในตอนนี้ก็ประมาณ 4 ขวบ อยู่ในช่วงวัยอนุบาลค่ะ เชื่อกันว่าชาว GEN Alpha จะเป็นรุ่นที่ “ได้รับการศึกษา” มากที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ นั่นก็เพราะเกิดมาในยุคที่มีเทคโนโลยีข่าวสารเฟื่องฟู มีพ่อแม่ที่อยู่ในยุคใช้อินเทอร์เน็ตเป็น และส่วนใหญ่พ่อแม่รุ่นใหม่นี้ก็เชื่อว่า “จะมีลูก เมื่อพร้อมเท่านั้น” ดังนั้นเด็ก GEN Alpha ส่วนมากจึงน่าจะเกิดในช่วงเวลาที่พ่อแม่ล้วนมีการศึกษา มีการเงินพร้อม พ่อแม่ก็พร้อมจะสนับสนุนดูแลเต็มที่ เรียกว่า ได้สัมผัสเทคโนโลยีและสะดวกสบายกันตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิเลยทีเดียว

อายุยืนยาวขึ้น ฉลาดขึ้น รวยขึ้น

รีบกันไปไหน! มาแล้วเด็กรุ่นใหม่ GEN Alpha ที่จะพลิกโฉมโลก! การคาดการณ์ลักษณะคน GEN Alpha บอกไว้ว่า นอกจากจะเป็นรุ่นที่มีการศึกษาสูง เข้าระบบโรงเรียนเร็วขึ้น และเรียนนานขึ้นแล้ว อายุก็จะยืนยาวขึ้น มีโอกาสที่จะเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งหรือโรคหัวใจน้อยลง เพราะวิทยาการทางการแพทย์ก็ก้าวหน้าไปเรื่อยๆ รักษาโรคยากๆ ได้แล้ว มีสามคำสรุปว่า “อายุยืนยาวขึ้น ฉลาดขึ้น รวยขึ้น ”

มองกันว่าเด็กน้อย GEN Alpha จะเป็นคนที่สามารถทำงานได้หลายๆ อย่างในคนเดียวกัน ไม่ได้หมายถึงทำงานแบบจดจับหลายๆ อย่าง แต่ไม่สำเร็จสักอย่างนะคะ แต่ยกตัวอย่าง คือ อาจจะเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเป็นอาชีพ แต่ก็เขียนบทความลงนิตยสารประจำด้วย แล้วก็ยังเปิดร้านกาแฟดูแลไปพร้อมกันอีกด้วย เป็นทั้งอาจารย์ ทั้งนักเขียน และนักธุรกิจในคนเดียวกันเลยค่ะ ดังนั้นก็จะรวยหรือรักษาฐานะของตนเองได้

อย่างวัยรุ่นปัจจุบันนี้ (GEN Z) ก็แทบไม่นิยมใส่นาฬิกาข้อมือกันแล้ว เพราะถนัดดูกับสมาร์ทโฟนของตัวเองมากกว่า ก็มีความเป็นไปได้ว่า GEN Alpha คงเป็นไปในลักษณะเดียวกัน แต่ที่แน่นอนคือ เด็กรุ่นนี้ จะไม่รู้จักและคงนึกภาพไม่ออกว่า โลกที่ไร้อินเทอร์เน็ตเป็นอย่างไร

ปัจเจกนิยม พลังอยู่แค่ปลายนิ้ว มีกลยุทธ์

ในแง่ทางสังคม มีการมองลักษณะของ GEN Alpha ไว้ว่าจะเป็นช่วงที่คนมีความเป็นปัจเจกนิยมมากยิ่งขึ้น และพลังของมวลชนก็อยู่แค่ปลายนิ้ว นึกภาพออกไหม แบบคนเราแต่ก่อน เวลาต้องการทำอะไรหรือเรียกร้องอะไร ก็ต้องรวมตัวกันออกไปหลายๆ คน เป็นพลังมวลชนกดดันกัน แต่เดี๋ยวนี้ถ่ายรูป โพสต์ เดี๋ยวก็มีคนช่วยสืบ ช่วยแชร์ แค่ปลายนิ้วคลิกจริงๆ
ส่วนในมุมทางการตลาดนั้นเริ่มมีการออกแอ็คชัน มีการวางกลยุทธ์ทางการตลาดกับกลุ่มเด็ก GEN Alpha เนื่องจาก…พ่อแม่ที่มีความพร้อม นักวิเคราะห์การตลาด จึงมองว่าเด็ก GEN Alpha น่าจะมีกำลังซื้อมากขึ้น เพราะพ่อแม่มีฐานะ ดังนั้น ถ้ามีการสร้างแบรนด์สินค้าดีๆ ให้เด็กๆ ใช้ตั้งแต่เล็กๆ จะทำให้เด็กเกิดความภักดีต่อยี่ห้อสินค้านั้น และลงทุน (ซื้อใช้) กับสินค้านั้นๆ ในระยะยาว คือเป็นสาวกยี่ห้อนั้นกันตั้งแต่ทารกยันโตเป็นผู้ใหญ่เลยทีเดียว มีความเป็นไปได้ว่าตลาดสินค้าที่เน้นกลุ่มเด็กๆ กำลังมาแรงพอๆ กระแส AEC กันเลยทีเดียว

ภาพที่คาดการณ์ลักษณะของคนเจนใหม่ๆ ทั้งรุ่น Y Z และ Alpha อาจไม่แตกต่างกันมากนัก ด้วยเทคโนโลยีทำให้ความเหลื่อมล้ำทางความคิดและสังคมลดลง แต่ก็ยังมีจุดเล็กๆ น้อยๆ ที่แตกต่างกันไป แต่การคาดการณ์ดังกล่าวนี้เป็นการวิเคราะห์วิจัยในบริบทต่างประเทศ ด้วยวัฒนธรรมต่างประเทศเท่านั้นนะคะ แม้ว่าเทคโนโลยีจะทำให้สภาพแวดล้อมดูเป็นสากลมากแค่ไหน แต่เอเชียก็ยังเป็นเอเชีย ไทยก็ยังเป็นไทย เด็กรุ่นใหม่ๆ ก็ยังต้องได้รับการอบรมแบบสังคมไทยด้วย

เรียน (รู้) นานยิ่งขึ้น

สิ่งทีน่าจะแตกต่างอย่างชัดเจนตามบริบทที่ต่างชาติวิเคราะห์ GEN Alpha คือ ทางฝรั่งเขาวิเคราะห์ว่าเด็กรุ่นอัลฟา “จะอยู่บ้านนานขึ้นอาจถึง 20 กลางๆ” ซึ่งจุดนี้เป็นสังคมไทยเราปกติอยู่แล้ว คือกว่าเด็กไทยเราจะออกจากบ้านไปใช้ชีวิตอยู่เองอย่างจริงจังอยู่เอง ก็หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัย หรือทำงานไปสักระยะจนมั่นใจแล้วนั่นแหละค่ะ ในขณะที่เด็กฝรั่งมักเก็บเงินออกไปใช่ชีวิตเองได้ตั้งแต่จบไฮสคูล ดังนั้นในจุดนี้เราอาจจะกลับกันกับต่างชาติก็ได้ค่ะ เด็กไทยเราอาจจะออกจากกรอบสังคมไปใช้ชีวิตเร็วขึ้นก็ได้นะคะ ซึ่งถ้าดูแนวโน้มตอนนี้ก็ชัดเจนอยู่นะคะ เด็กออกจากบ้านเกิดมาใช้ชีวิตเองในเมืองใหญ่เพื่อเรียนต่อมากขึ้นแล้ว

นอกจากนี้สังคมการเรียนรู้รุ่นใหม่นี้จะเป็นแบบ “การศึกษาทางเลือก” มากขึ้น คือเด็กเลือกช่องทางที่จะเรียนรู้ต่างๆ ได้ด้วยตนเอง จากที่ GEN Z (เปรียบว่า)มีสมาร์โฟนเป็นอวัยวะไว้กดหาความรู้ GEN Alpha จะมีเทคโนโลยีเป็นสมองไปเลย

สิ่งสำคัญที่ทั้ง GEN Z และ GEN Alpha ควรได้เรียนรู้ นอกจากความรู้ทั่วไปแล้วก็คือ เรื่องทักษะการเข้าสังคม การรู้เท่าทันการใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม โดยมีครูทำหน้าที่ Facilitator อำนวยความสะดวกให้เด็กรุ่นใหม่ได้แสวงหาการเรียนรู้ที่เขาสนใจได้ด้วยตนเอง ดังนั้นคนรุ่นใหม่นี้ก็จะมีทั้งเวลาในการเรียนรู้ยาวนานขึ้น และหลากหลายช่องทางมากยิ่งขึ้น ทั้งยังเลือกได้เองตามสะดวกอีกด้วย

เมื่อพร้อม ต้องแบ่งปัน

แต่อย่างไร…ก็อย่าลืมว่า ในความเป็นจริง คนเราย่อมมีอุปนิสัย ความคิด และสถานะทางสังคมที่แตกต่างกัน การจะเรียนรู้คนแต่ละวัยเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น การจะเข้าใจวัยรุ่นแต่ละคนจริงๆ ต้องทำความรู้จักสัมผัสแต่ละคนให้มากขึ้น ไม่ว่าจะอยู่ในมุมผู้ใหญ่ หรือมุมของเด็ก GEN นั้นๆ เองก็ตาม เป็นความโชคดีที่เด็กรุ่นใหม่จะเกิดมาในยุคที่ค่อนข้างพร้อม ทำให้มีโอกาสที่จะได้ทำได้เรียนรู้และทำอะไรได้มากมาย แต่ก็เช่นกันค่ะ พ่อแม่ยิ่งพร้อมยิ่งคาดหวังว่าลูกหลานตัวเองต้องพัฒนาได้มากยิ่งกว่า น่ากลัวเหมือนกันนะ เรื่องความคาดหวังเนี้ย พ่อแม่จึงต้องเข้าใจความรวดเร็วของเด็กรุ่นใหม่ๆ ตัวเด็กรุ่นใหม่เองก็ต้องรู้จักคว้าโอกาสที่ดีให้ตัวเองค่ะ โดยไม่เหยียบย้ำผู้อื่น “ความเข้าใจ” จากจากทั้งตนเองและคนรอบข้าง จะทำให้คน GEN ใหม่ทั้ง Z และ Alpha จะประสบความสำเร็จ

ขอบคุณข้อมูลจาก Dek-d.com