แนะคนทำงานชุมชนยุค 4.0 “ถ้าไม่ปรับตัวเอง คุณจะถูกปรับออก” (M.P.A. D.P.A.)

โค้งสุดท้าย สำหรับผู้ที่ต้องการพัฒนาตัวเองและเรียนรู้กับเทคโนโลยีใหม่ถ่ายทอดจากผู้ที่มีประสบการณ์จริง ประสบความสำเร็จจริง จะมาถ่ายทอดพร้อมกับเรียนรู้ในวิชาการ ที่จะทำให้คุณได้ลงมือทำ และมีเวทีให้คุณได้แสดงความคิด จะเปลี่ยนให้คุณมีนวัตกรรมและการจัดการที่เหนือกว่าคนอื่น เชิญมา เปลี่ยน…เพื่อก้าวสู่ยุคใหม่

วิทยาลัยนวัตกรรมการจัดการ เปิดรับสมัคร นักศึกษาใหม่

ปริญญาโท-เอก บริหารธุรกิจ และ รัฐประศาสนศาสตร์

ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป สนใจติดต่อสอบถาม

092-442-8000, 092-442-9000, 092-442-7000 #วิทยาลัยนวัตกรรมการจัดการ #rcim รีบสมัครด่วน มีสิทธิ์รับทุนการศึกษา

—————————————————————————

ยุคการเปลี่ยนแปลง คนทำงานชุมชนก็ต้องเปลี่ยนแปลงตามให้ทัน ประเทศไทย 4.0 (ยุคดิจิตอล) แล้วเราต้องเรียนรู้อะไรบ้างกับการเปลี่ยนแปลงนี้ วันนี้เรามาดูและต้องเข้าใจ 7 เทรนด์ การเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ เพราะเป็นข้อต่อสำคัญ แต่ต้องสร้างนวัตกรรมใหม่ๆด้วย

เทรนด์ 1 คือ สร้างกลุ่มให้เติบโตและเข้มแข็ง สามารถประสานตัวแทนหมู่บ้าน ผู้นำชุมชน ให้เกิดการพัฒนา เกิดความเข้าใจ ใช้เทคโนโลยี สร้างการพูดคุย และเสนอความคิดเห็น

เทรนด์ที่ 2 เพิ่มพื้นที่หรือเวทีให้เยอะมากในพื้นที่ทั้งของรัฐ ภาคประชาสังคม ของแหล่งทุน ซึ่งถ้าคนทำงานชุมชนทำจะด้วยก็ต้องมีทักษะ สามารถเขียนโครงการของงบประมาณได้ และถ้าจะทำงานให้ต่อเนื่องก็ต้องมีทักษะในการบริหารจัดการเป็น

เทรนด์ที่ 3 เทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปคนทำงานชุมชนต้องใช้เป็น จะอยู่แบบเดิมไม่ได้เพราะสถานการณ์ถูกเปลี่ยนไปด้วย ยกตัวอย่าง การตั้งศูนย์รายงานสถานการณ์น้ำท่วม ทุกคนสามารถรายงานได้ผ่านเฟสบุ๊คไลฟ์ ไม่ต้องรอให้นักข่าวมาทำข่าว

เทรนด์ที่ 4. ความรู้มีความสำคัญมาก คนทำงานชุมชนต้องมีความรู้ ต้องหาความรู้ตลอดเวลา  เพื่อหาทางแก้ไขให้ชุมชน ปัจจุบันเราสามารถใช้เทคโนโลยีเข้ามาข่วยค้นหาและหาความรู้เพิ่มเติมได้จากทุกที  ตอบโจทย์การแก้ปัญหาให้กับชุมชน

เทรนด์ที่ 5 คำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน ต้องทราบว่าชุมชนต้องการอะไร ในประเด็นนี้ต้องตั้งคำถามอีกว่า ในฐานะที่ทำงานชุมชนอะไรคือสิ่งที่ชาวบ้านอยากได้มากที่สุดหรือเจอซ้ำๆ มีหลายคนตอบว่า ต้องการความโปร่งใส ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ต้องการผู้นำเก่งและนำพาชุมชนได้ เป็นต้น

เทรนด์ที่ 6 ต้องมีเครือข่าย  ถือเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ในการเชื่อมต่อเริ่มจากชุมชน  รวมกลุ่มเพื่อให้เกิดการพูดคุย เพิ่มทักษะในด้านความคิด และเชื่อมต่อจนเกิดการสื่อสารหรือการบอกต่อ  แต่เป็นเรื่องที่คนทำงานชุมชนอ่อนที่สุด เมื่อเกิดการสื่อสารระหว่างกลุ่ม ก็ต้องพัฒนาให้มีการสื่อสารข้ามกลุ่ม เพื่อให้เกิดระบบเครือข่าย เข้ามาเพิ่มขีดความสามาถในการพัฒนาชุมชน

เทรนด์ที่ 7 คือ คนทำงานชุมชนต้องสร้างนวัตกรรมใหม่ๆได้ในสิ่งที่ทำ เช่น การทำงานเชิงพื้นที่เพื่อพัฒนาไปสู่สิ่งใหม่ๆ แต่เรื่องเก่าที่ทำอยู่ก็สำคัญแต่ต้องมีเรื่องใหม่ด้วย เช่น ต้องตั้งกองทุนทำโครงการโดยไม่ต้องพึ่งพา LDI อย่างเดียว แต่มีแหล่งทุนอื่นมาสนับสนุนด้วย เป็นต้น

ข้อท้าทายของการทำงานชุมชนว่า สิ่งที่กังวลมากคือ

1.ทำงานในชุมชนแต่สะท้อนปัญหาไม่ตรงกับที่ชุมชนต้องการ เพราะเขียนสรุปไม่เป็น หรือสรุปตามที่ตัวเองต้องการ

2.ความต่อเนื่องสำคัญ ซึ่งไม่ใช่ต่อเนื่องในเรื่องการทำงานประจำรายวัน แต่หมายถึงต้องมีความกระตือรือร้นในการทำงานด้วย

3.ทำงานในชุมชนนาน แต่เวลาอธิบายกับแหล่งทุนเหมือนทำงานคนเดียว ทั้งที่ไม่ใช่มีอยู่คนเดียว ต้องบอกว่ามีใครอยู่ข้างหลังบ้าง มีใครมาทำงานร่วมอยู่ด้วย

4.สุดท้ายในชุมชนมีจุดที่สามารถเชื่อมกันหลายจุด เช่น รพ.สต.(โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ), มัสยิด, ร้านน้ำชา ตลาด ซึ่งเป็นต้นทุนที่เชื่อมต่อกันได้ ตอนนี้ทหารเองก็ไปทำงานในแนวนี้มากขึ้น

“โลกสมัยใหม่ ถ้าคุณไม่ปรับตัวเอง คุณจะถูกปรับออก”

สุดท้ายต้องใส่ใจความรู้และพลวัตที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น ในพื้นที่มีคนตายจากความรุนแรงเยอะ แต่มีแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆเกิดขึ้นเยอะขึ้นเพราะอะไร มีตลาดนัดกลางคืนเยอะขึ้นเพราะอะไร ต้องอธิบายให้ได้

คนทำงานชุมชน ต้องเป็นนักสื่อสารด้วย ไม่ใช่ไปประชุมอย่างเดียว และไม่ใช่สื่อสารกันเอง เพราะถ้าไม่ปรับตัวก็จะถูกคนอื่นมาปรับออกไป เพราะคนอื่นๆก็ทำแต่เปลี่ยนไม่ทำแบบเดิมๆแล้ว

“โลกสมัยใหม่ ถ้าไม่ปรับตัวเอง ก็จะถูกปรับออก”

ขอขอบคุณข้อมูล www.deepsouthwatch.org